ความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงสกุลเงิน

อัตราแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศ คืออะไร
ราคาของเงินตราสกุลหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับราคาของเงินตราอีกสกุลหนึ่ง เช่น 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 30 บาท ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ นั้น จะขึ้นอยู่กับประเทศที่ลูกค้าไปใช้บัตรเครดิตว่าเป็นประเทศใด ซึ่งทั่วโลกมีมากถึง 40 สกุล เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา : USD (ดอลลาร์สหรัฐ) , ประเทศญี่ปุ่น : JPY (เยน),ประเทศแถบยุโรป : EUR (ยูโร), ประเทศฟิลิปปินส์ : PHP (เปโซ), ประเทศฮ่องกง : HKD (ดอลลาร์ฮ่องกง) เป็นต้น
ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน คือ
เป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต (เช่น VISA, MasterCard) คิดจากยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการแปลงสกุลเงินของราคาสินค้าและบริการที่ลูกค้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการโดยจ่ายชำระด้วยบัตรเครดิตในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเรียกเก็บอยู่ที่ร้อยละ ร้อยละ 2.5 จากยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเริ่มมีผลใช้บังคับวันที่ 1 มีนาคม 2559 โดยจะคำนวณจากวันที่บันทึกรายการ จากยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
ถ้าลูกค้าไปใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าบริการ หรือเบิกเงินสดที่ต่างประเทศ จำนวน....ดอลลาร์สหรัฐ ลูกค้าจะถูกเรียกเก็บเป็นเงินบาทเท่าไร
ลูกค้าจะถูกเรียกเก็บเป็นเงินบาทประมาณ....บาท ซึ่งเป็นประมาณการเบื้องต้น โดยบริษัทคำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนของ VISA / Master card วันนี้ (วัน-เดือน-ปี) ทั้งนี้จำนวนเงินที่แจ้งไปอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยขึ้นอยูกับวันที่ร้านค้าส่งมาเรียกเก็บจริงกับบริษัท สินค้าและบริการที่ลูกค้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการโดยจ่ายชำระด้วยบัตรเครดิตในต่างประเทศ ปัจจุบันเรียกเก็บอยู่ที่ร้อยละ 2.5 จากยอดค่า ใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเริ่มมีผลใช้บังคับวันที่ 1 มีนาคม 2559 โดยจะคำนวณจากวันที่บันทึกรายการ
ถ้าลูกค้าไปใช้บัตรที่ต่างประเทศทางบริษัทฯ จะคิดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไร
ค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เกิดจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต (รวมถึงการเบิกเงินสด) ที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศจะถูกเรียกเก็บเป็นเงินบาทไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่บริษัทถูกเรียกเก็บจาก VISA ตามวันที่ร้านค้าส่งรายการใช้จ่ายผ่านบัตรมาเรียกเก็บ (แต่สำหรับ MasterCard จะต้องคิดคำนวณก่อนวันที่ร้านค้าส่งเรื่องรายการมาเรียกเก็บ 1 วัน) โดยอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวได้รวมค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินอีก 2.5% จากยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเริ่มมีผลใช้บังคับวันที่ 1 มีนาคม 2559 โดยจะคำนวณจากวันที่บันทึกรายการ จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ VISA ประกาศ ณ วันนั้น ในกรณีที่สกุลเงินต่างประเทศดังกล่าวไม่ใช่เป็นสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ ยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าวอาจจะถูกแปลงเป็นสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐก่อนที่จะทำการแปลงเป็นสกุลเงินบาทอีกทอดหนึ่งเพื่อเรียกเก็บกับบริษัทผู้ออกบัตรซึ่งลูกค้าสามารถตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อใช้ในการอ้างอิงเบื้องต้นได้จาก Website ของ VISA (หรือ MasterCard)
ยอดรายการต่างประเทศที่เรียกเก็บในใบแจ้งยอดคำนวณมาได้อย่างไร
ค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เกิดจากการใช้จ่ายผ่านบัตร (รวมถึงการเบิกเงินสด) ที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศจะถูกเรียกเก็บเป็นเงินบาทไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่บริษัทถูกเรียกเก็บจาก VISA ตามวันที่ร้านค้าส่งรายการมาเรียกเก็บ (แต่สำหรับ MasterCard จะต้องคิดคำนวณก่อนวันที่ร้านค้าส่งรายการมาเรียกเก็บ 1 วัน) โดยอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวได้รวมค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน อีก 2.5% จากยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเริ่มมีผลใช้บังคับวันที่ 1 มีนาคม 2559 โดยจะคำนวณจากวันที่บันทึกรายการ จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ VISA ประกาศ ณ วันนั้น ในกรณีที่สกุลเงินต่างประเทศดังกล่าวไม่ใช่เป็นสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ ยอดค่าใช้จ่าย ดังกล่าวอาจจะถูกแปลงเป็นสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐก่อนที่จะทำการแปลงเป็นสกุลเงินบาทอีกทอดหนึ่งเพื่อเรียกเก็บกับบริษัทผู้ออกบัตร ซึ่งลูกค้าสามารถตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อใช้ในการอ้างอิงเบื้องต้นได้จาก Website ของ VISA (หรือ MasterCard)
อัตราแลกเปลี่ยนของ Visa/Maser Card เป็นอัตราเดียวกับธนาคารของเราหรือธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม
อัตราแลกเปลี่ยนของวีซ่าและมาสเตอร์ จะอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยจาก 5 สถาบันการเงินของประเทศไทย คือ ธ.กรุงเทพ, ธ. ไทยพาณิชย์ , ธ. กรุงศรี, ธ.กสิกรไทย และ ธ.กรุงไทย โดยนำค่ามาเฉลี่ยเป็นอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้นๆ
ทำไมต้องมีการเรียกเก็บค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน
ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน ของการใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศนี้เป็นไปตามหลักสากลที่ผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิตในต่างประเทศถือปฏิบัติโดยทั่วไป อาทิเช่น ผู้ประกอบการใน Asia Pacific และ Europe จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมนี้ประมาณ 2.5% - 3.5% จากยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเริ่มมีผลใช้บังคับวันที่ 1 มีนาคม 2559 โดยจะคำนวณจากวันที่บันทึกรายการ
การใช้เงินสดซื้อสินค้าก็ดีกว่าการใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศ หรือไม่
หากลูกค้าใช้สกุลเงินบาทในการซื้อสินค้าในต่างประเทศ ลูกค้าจะต้องทำการแลกสกุลเงินบาทเป็นสกุลเงินประเทศนั้นๆก่อน โดยราคาซื้อขายเงินสกุลต่างๆจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเป็นรายวันเช่นเดียวกัน การใช้บัตรเครดิตจะทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกและปลอดภัยกว่าเนื่องจากลูกค้าไม่ต้องพกพาเงินจำนวนมากในการเดินทาง และบางช่วงเวลาลูกค้าอาจจะได้ร่วม Promotion ที่น่าสนใจของบัตรเครดิตนั้นๆ ด้วย